สถานการณ์ที่แตกต่างของสหรัฐ และญี่ปุ่น

จากบทความในตอนที่ 1 ผมได้กล่าวถึงสถานการณ์แนวโน้มการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ได้ทำการเปรียบเทียบไปคร่าวๆ ครับว่าสถานการณ์ที่ญี่ปุ่นเคยลดอัตราดอกเบี้ยเหลือร้อยละศูนย์แต่เศรษฐกิจไม่ฟื้น กับสถานการณ์ของสหรัฐตอนนี้ต่างกันตรงไหน กล่าวโดยสรุปคือต่างกันตรงที่ญี่ปุ่นตอนนั้นเข้าสู่ภาวะเงินฝืด แต่สหรัฐตอนนี้ยังมีภาวะเงินเฟ้อที่มากกว่าเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยอยู่ ดังนั้นหากสหรัฐฯ ไม่เข้าตาจนและเกิดภาวะเงินฝืดจริงๆ ก็น่าจะพอไหวครับ (หากสงสัยว่าทำไมภาวะเงินฝืดกับเงินเฟ้อมีผลต่างกันก็กลับไปอ่านบทความในตอนที่ 1 นะครับ)

กลับมาตอนที่ 2 ต่อนะครับ สถานการณ์ของสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นที่แตกต่างกันอีกก็คือในตอนนี้สหรัฐฯ มีปัญหาเรื่องของเครดิตการปล่อยกู้ภายในประเทศ ซึ่งในปี 1995 ในปีที่ญึ่ปุ่นประสบปัญหาพันธบัตรของเอกชน (Corporate-Bond Yield) มีผลตอบแทนการลงทุนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลเพียงแค่ร้อยละ 0.16 เท่านั้น แต่ในสหรัฐอเมริกาตอนนี้มีความต่างกันถึง 3.5% (ปกติ Corporate Bond จะให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เพราะว่ามีความเสี่ยงมากกว่าครับ) สิ่งที่ประเทศญี่ปุ่นประสบในขณะนั้นในปี 1995 คือภาวะเงินฝืด ที่ทำให้ไม่มีแรงจูงใจในการกู้ยืมเงินมาลงทุน (เพราะว่ากู้ยืมมาต้องสู้กับอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น แต่กลับขายสินค้าในราคาที่ถูกลงเรื่อยๆ เนื่องจากเงินเฟ้อติดลบ) ส่วนประเทศสหรัฐฯ ตอนนี้ประสบปัญหาด้านสภาพคล่องอย่างมาก รวมไปถึงความจำเป็นที่จะต้องลดหนี้เสียในระบบสถาบันการเงิน ซึ่งปัญหาเหล่านี้ทำให้การใช้นโยบายการเงินด้วยดอกเบี้ยต่ำแบบปกติจะไม่ได้ผล เพราะว่าถึงลดดอกเบี้ยไปภาคธุรกิจ และภาคประชาชนก็กู้เงินมาลงทุนไม่ได้อยู่ดี เพราะว่าติดปัญหาด้านสภาพหนี้ที่ตกค้างสะสมมาหลายปี จนแกะปมไม่ออก (นึกง่ายๆ นะครับ ว่าถ้าเราไปยืมเงินใครแล้ว ใช้เงินเกินตัว ตอนนี้ไม่มีปัญญาใช้ ใครจะให้เงินเรายืมอีก จนกว่าเราจะพิสูจน์ได้ว่าจะมีปัญญาใช้หนี้เก่าและใหม่ได้)

 

FED Fund Rate

หากดูจากรูปที่ 2 ข้างล่าง (ขอขอบคุณนิตยสาร The Economist ที่เอื้อเฟื้อภาพครับ) จะพบว่าในขณะนี้ FED Fund Rate หรืออัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอเมริกัน ได้ต่ำกว่าเป้าหมายปกติคือ 5.25% มากแล้ว ซึ่งตอนนี้ FED Fund Rate จะเหลือร้อยละศูนย์อยู่แล้วครับ แต่อัตราเงินกู้ซื้อบ้านระยะยาว (30 ปี) (30-year mortgage) กลับไม่ขยับลงมามากเท่าที่ควร แปลว่าอัตราเงินกู้ที่อยู่อาศัยยังสูงมาก เมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาล แปลง่ายๆ ว่าจะไม่มีใครซื้อบ้านเพราะว่าซื้อไปก็ขาดทุนค่าเงิน (เนื่องจากดอกเบี้ยมันสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ) และใครที่ผ่อนบ้านอยู่ แล้วมีปัญหาเครดิตไม่มีเงินผ่อน ก็ทิ้งบ้านดีกว่าครับ


 

อาจจะมีคำถามว่าทำไมอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านไม่ลดลงมาด้วย คำตอบง่ายๆ ก็คือตามหลักการบริหารความเสี่ยง อะไรที่เสี่ยงมากย่อมต้องการดอกเบี้ยที่สูงเพื่อชดเชยความเสี่ยง ซึ่งแปลง่ายๆ และคอนเฟิร์มสิ่งที่ได้กล่าวมาข้างต้นครับว่าสหรัฐฯ ตกอยู่ในภาวะขาดสภาพคล่อง และหนี้เสียชนเพดานอย่างหนัก จนลดอัตราเงินกู้ซื้อบ้านไม่ลงแล้ว เพราะว่าต้องกันสำรองกับการขาดทุนไป (นึกง่ายๆ นะครับว่ารายจ่ายของแบงค์ก็คือดอกเบี้ยเงินฝาก รายรับคือดอกเบี้ยเงินกู้ แต่ถ้ามีหนี้เสียเยอะ รายรับที่ได้จากเงินกู้จะมีมาจากคนน้อยราย แปลว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ก็ต้องสูง เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไปจากรายรับจากเงินกู้)

ตอนหน้ามาตามกันต่อนะครับว่าสหรัฐฯ จะขยับอย่างไรกันดี ในสถานการณ์แบบนี้ (อย่างไรก็ตามหากใจร้อนก็ไปอ่านได้ก่อนได้นะครับที่ นโยบายเศรษฐกิจแบบฉีกแนวของสหรัฐอเมริกา (Unorthodox Economic Policies) ตอนจบ)


--------------------
เกี่ยวกับผู้เขียน
ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นนักวิชาการอิสระ และผู้ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ และธุรกิจระหว่างประเทศ (CEO บริษัท Hroyy Inc.) ดร. วรัญญู จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ (ทศ. 106) ปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมเครื่องกล จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (วศ. 34) ปริญญาเอกสาขาComputational Mechanics จาก Imperial College มหาวิทยาลัยลอนดอน ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษในหลายมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ เช่น หลักสูตร MBA จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศยาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร และหลักสูตรปริญญาโท สาขาบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นต้น