ลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ผมได้ทำการศึกษาหาข้อมูลว่าในภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่ปกติเช่นนี้ ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศต้นเหตุของพิษแฮมเบอร์เกอร์จะมีมาตรการอย่างไรในการรับมือ ซึ่งแนวทางหรือมาตรการการแก้ปัญหานี้คงจะไม่ใช่แนวทางการแก้ปัญหาในรูปแบบปกติทั่วไป

ในขณะนี้ค่อนข้างเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าธนาคารกลางของสหรัฐ หรือ FED นั้น ได้ตั้งเป้าการลดอัตราดอกเบี้ยเหลือร้อยละ 1 เพื่อเป็นการกระตุ้นการลงทุนและการใช้จ่ายเพื่อต่อสู้กับภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างหนักในตอนนี้ นอกจากการลดอัตราดอกเบี้ยเหลือเพียงร้อยละ 1 ซึ่งเป็นวิธีการปกติสามัญธรรมดาแบบดั้งเดิม (Conventional) แล้ว มาตรการอื่นๆ ที่ได้ดำเนินการไปเพื่อรับมือกับปริมาณเงินในระบบที่หดตัวไปอย่างรุนแรงก็ได้ดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเข้ามาช่วยเหลือภาคสถาบันการเงินในการขยายการปล่อยกู้ ทั้งนี้เนื่องจากวงเงินเครดิตของทั้งรายใหญ่ และรายย่อยในประเทศสหรัฐที่ผ่านมาได้กู้กันเต็มเหยียด และตึงกันไปหมด แถมไม่มีปัญหาจะใช้หนี้แล้ว จึงต้องขยายการปล่อยกู้ต่อไปเพื่อปั๊มหัวใจให้อยู่ต่อได้

ในขณะนี้มีการกล่าวถึงกันมากในเรื่องของการปฏิรูประบบการเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา ในด้านกฎกติกาต่างๆ เช่น เงินลงทุน การปล่อยเงินกู้ และอัตราดอกเบี้ย ให้มีความเสี่ยงที่น้อยลง เนื่องจากที่ผ่านมาการปล่อยกู้เป็นไปได้ง่ายเกินไป ซึ่งสถาบันการเงินต่างๆ ยังไม่ค่อยอยากจะให้ความร่วมมือ ทั้งนี้เนื่องมาจากสถาบันการเงินต่างๆ เกรงว่าหากควบคุมการปล่อยกู้ให้เข้มงวดมากขึ้น จะส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตของผลกำไรของสถาบันการเงินเอง รวมไปถึงปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ และมูลค่าทางการตลาดของสินทรัพย์ที่ลดลง

ผู้ปล่อยกู้รายใหญ่

ซึ่งในขณะนี้รัฐบาลอเมริกันได้พยายามทุกวิถีทางในการปั๊มหัวใจสถาบันการเงิน และบริษัทขนาดใหญ่ต่างๆ ที่เกิดอาการร่อแร่ รวมไปถึงการลดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมระยะยาว 30 ปี เพื่ออสังหาริมทรัพย์ ลดลงจากร้อยละ 6 ต่อปี เหลือร้อยละ 5.8 ต่อปี

ในขณะนี้ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ FED แทบจะแปลงสภาพเป็นธนาคารพาณิชย์ผู้ให้กู้โดยตรงอยู่แล้วโดยที่ผู้ให้กู้ไม่รู้ตัวว่าเงินที่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อมาจากเงินของ FED ทั้งนี้เนื่องจาก FED ให้การปล่อยกู้ผ่านแผนการฟื้นฟูสถาบันการเงิน และตอนนี้ถ้านับกันจริงๆ FED น่าจะเป็นผู้ปล่อยกู้รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ซึ่งมากกว่าธนาคารพาณิชย์ทั่วไปครับ
FED Office

เปรียบเทียบนโยบายดอกเบี้ยต่ำกับญี่ปุ่น

ในขณะนี้รัฐบาลสหรัฐกำลังศึกษาแนวทางของประเทศญี่ปุ่นที่เคยเผชิญปัญหาราคาสินทรัพย์ลดลง สถาบันการเงินประสบปัญหา การเติบโตที่หดตัว และภาวะเงินฝืด ถึงขนาดที่ว่าธนาคารชาติญี่ปุ่น หรือ Bank of Japan (BOJ) เคยลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจนถึงร้อยละศูนย์ ในปี 1999 แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องสภาวะเงินฝืดได้ จนกระทั่งรัฐบาลญี่ปุ่นต้องออกพันธบัตรจำนวนมากเพื่อการลงทุน เพื่อให้มีสภาพคล่องของเงินไหลเวียนอยู่ในระบบได้ครับ ซึ่งในขณะนี้รัฐบาลสหรัฐกำลังพิจารณาทางเลือกในการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เหลือร้อยละศูนย์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในที่สุดนโยบายนี้ไม่ประสบความสำเร็จในประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากประชาชนขาดความเชื่อมั่น และยอมเอาเงินไปฝังตุ่มดีกว่าฝากธนาคาร และสิ่งที่แตกต่างกันคือในปี 1995 ช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจญี่ปุ่นถดถอยนั้น ญี่ปุ่นพบกับภาวะเงินฝืด (เงินเฟ้อติดลบ) แม้ว่าจะลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาถึงร้อยละ 1 แล้วก็ตาม แต่สหรัฐอเมริกาในปัจจุบันยังอยู่ในภาวะเงินเฟ้อ ที่ 2.2% (ดูรูปข้างล่างครับ)

แปลกันง่ายๆ ก็คือ ดอกเบี้ยแท้จริง ของญี่ปุ่น สูงกว่าของสหรัฐอเมริกา (เพราะว่าประเทศญี่ปุ่นในขณะนั้นดอกเบี้ยนโยบายสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ แต่ของสหรัฐนั้น อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ) ก็แปลง่ายๆ ครับว่าคนญี่ปุ่นไม่กู้เงินมาใช้ดีกว่า เพราะว่ากู้แล้ว ก็ขาดทุนจากอัตราดอกเบี้ย ตามบทความทฤษฎีของ Fisher ในบทความก่อนหน้านี้ของผมครับ

ซึ่งหมายถึงว่าสถานการณ์ที่แตกต่างกันนี้ ประเทศสหรัฐจะต้องแก้ปัญหาอย่างไร คงจะใช้สูตรเดียวกันไม่ได้ เราจะมาตามดูครับว่า สหรัฐจะใช้สูตรไหนกันดี ในตอนต่อไปครับ

หมายเหตุ: ผมได้ Post บทความนี้เป็นฉบับภาษาอังกฤษใน Blog ของผม (Unorthodox Policy) แต่ผมจะค่อยทยอยเขียนแปลเป็นฉบับภาษาไทยเป็นตอนๆ นะครับ

เกี่ยวกับผู้เขียน


ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ ปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาเอกสาขา Computational Mechanics จาก Imperial College of Science, Technology and Medicine มหาวิทยาลัยลอนดอน ปัจจุบันเป็น CEO Hroyy Inc. และที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง คร่ำหวอดอยู่ในวงการธุรกิจเทคโนโลยี เป็นนักวิชาการอิสระ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวด้านนี้ได้อย่างน่าฟัง จากประสบการณ์จริง ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษหลักสูตร MBA จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ วิทยาลัยนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ เป็นอีกหนึ่งท่าน ที่ขอเป็นอีกแรง ช่วยผลักดัน การเผยแพร่เรื่องราววิทยาศาสตร์ดีๆ สู่ประเทศไทย ผ่านวิชาการ.คอม