ย้อนรอยทุนนิยม หนึ่งประเทศสองระบบ

บังเอิญผมได้สนใจแนวทางของรัฐบาลจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ว่าทางรัฐบาลมีแนวทางในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างไร เนื่องจากประเทศจีนก็เป็นประเทศที่มีการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาสูงมาก ผมจึงได้ทำการศึกษาค้นคว้า และรวบรวม จากแหล่งต่างๆ เช่น สำนักข่าวซินหัว หนังสือพิมพ์ China Daily นิตยสาร The Economists นิตยสาร Business Week เว็บไซต์ CNN และอื่นๆ ที่เป็นแหล่งอ้างอิงฉบับภาษาจีน รวมกับสิ่งที่ผมทำการวิเคราะห์เองด้วย โดยขอสรุปสาระให้ผู้อ่านทุกท่าน ณ ที่นี้ครับ ส่วนฉบับเต็มไปหาอ่านได้ใน Dr Varanyu Blog ของผมครับ

ภาพ: นิตยสาร The Economist

          หากย้อนประวัติศาสตร์กลับไปเมื่อตอนผู้นำสูงสุดของประเทศจีน เติ้ง เสี่ยว ผิง ได้ประกาศเปิดประเทศโดยการปฏิรูประบบเศรษฐกิจในปี 1978 มีนักเศรษฐศาสตร์ชาวตะวันตกหลายท่านได้ให้ความเห็นว่าระบบทุนนิยมจะเป็นตัวช่วยให้ประเทศจีนเติบโตได้ แต่หลังจากเปิดประเทศผ่านมาครบ 30 ปี ในปีนี้ ปี 2008 นักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายต้องพูดกลับกันว่า มีแต่ประเทศจีนเท่านั้น ที่จะเป็นตัวช่วยให้ระบบทุนนิยมอยู่ต่อไปได้ ทั้งนี้เนื่องจากประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายตกอยู่ในภาวะเสือลำบากในการประสบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ประเทศจีนยังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่เติบโต และช่วยพยุงภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวมไม่ให้ติดลบดังที่ผมได้เขียนมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้  ซึ่งล่าสุดรัฐบาลจีนได้ออกมาตราการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจออกมาเป็นจำนวนเงินถึง 4 ล้านล้านหยวน หรือ ประมาณ 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในมุมของนักวิเคราะห์ทั้งหลายก็ยังไม่แน่ใจว่าจะพอหรือไม่ครับ

 

เศรษฐกิจจีนกับพิษแฮมเบอร์เกอร์

ในห้วงห้าปีที่ผ่านมาผู้ที่ติดตามข่าวสารด้านเศรษฐกิจคงจะพอทราบกันดีครับว่า อัตราการเจริญเติบโตของ GDP ประเทศจีนอยู่ในระดับมากกว่าร้อยละ 10 ต่อปีมาโดยตลอด แต่ดูเหมือนว่าปีนี้จะเป็นปีแรกที่จะเหลือประมาณ 9% จากปีที่แล้วที่โตกว่าร้อยละ 11.9 (ปี 2007) ซึ่งพอเห็นตัวเลขอัตราการเจริญเติบโต GDP ร้อยละ 9 นี่ ถือว่าสุดยอดมากแล้วครับ ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ แต่บังเอิญที่กำลังปวดหัวในประเทศจีนกันอยู่ตอนนี้คือมีตัวชี้วัดบางตัวที่ทำท่าจะบอกว่าอนาคตไม่ค่อยสดใสเท่าไหร่ครับ ซึ่งพอเราไปดูข้อมูลในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง ความต้องการเหล็ก การใช้กระแสไฟฟ้า ยอดขายระยนต์ และการเดินทางโดยเครื่องบิน จะพบว่าได้หล่นฮวบในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะการขยายตัวในการผลิตของภาคอุตสาหกรรม พบว่าขยายตัวเพียงร้อยละ 8.2% เท่านั้น ในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งน้อยกว่าอัตราการขยายตัวของปีที่แล้วถึงเท่าตัว และเป็นอัตราการขยายตัวที่น้อยที่สุดในรอบ 7 ปีของประเทศเลยครับ ราคาหุ้นของหลายบริษัทในตลาดหลักทรัพย์หล่นลงมากว่าร้อยละ 70 และราคาบ้านอสังหาริมทรัพย์ก็หล่นตุ๊บมาเหมือนกันครับ โดยยอดขายอสังหาริมทรัพย์ร่วงลงกว่า ร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งหมายความว่าผู้บริโภค และภาคธุรกิจได้ขาดความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย และการลงทุนแล้วครับ แต่ที่ยังทำงานได้ตามกลไกปกติก็คือภาคการส่งออกมีการขยายตัวกว่าร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่การเติบโตนี้ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2007 ที่มีการขยายตัวถึงร้อยละ 26 ครับ

เป้าหมาย GDP ขยายตัวต้องอย่างน้อยร้อยละ 8 เท่านั้น

ภาวะการส่งออกที่หดตัวอย่างแรงในปีหน้าจะทำให้การลงทุนในภาคการผลิตลดลงอย่างมหาศาลครับ และจะมีผลกระทบไปถึงภาคธุรกิจการก่อสร้าง ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะร่วงต่อเนื่องไปถึงกลางปีหน้าครับ และการหดตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์จะมีผลให้การใช้วัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง เช่น เหล็ก และซีเมนต์ แย่ไปด้วยครับ อย่างไรก็ตามปัญหาเรื่องราคาบ้านหดตัวในประเทศจีนถือว่าไม่ได้สาหัสสากรรจ์เหมือนหลายประเทศ แม้ว่าจะมีโครงการบ้านหรูขึ้นมาหลายโครงการแล้วก็ตาม แต่ความต้องการบ้านและที่อยู่อาศัยกับปริมาณที่มีอยู่ก็ยังอยู่ในระดับที่พอดี เนื่องจากกำลังซื้อบ้านของคนจีนยังมีอยู่เนื่องจากรายได้ส่วนบุคคลที่สูงขึ้น ประกอบกับบ้านเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สี่ครับ

อาจจะสงสัยกันว่าทำไมคนจีนมีกำลังซื้อมาก ทั้งนี้เนื่องจากที่ผ่านมาคนจีนมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น (ร้อยละ 10 ในตัวเมือง และร้อยละ 14 ในพื้นที่ชนบท) และมีหนี้สินครัวเรือน (รวมไปถึงหนี้ในการผ่อนบ้าน) ที่ต่ำมาก ซึ่งมีเพียงร้อยละ 14 ของ GDP เท่านั้น ไม่เหมือนกับอเมริกันชน ที่มีหนี้สินครัวเรือนกระจายถึง 100% ของ GDP ครับ ตามที่ได้เคยคุยกันในเรื่องปัญหาซับไพร์ม ในช่วงเศรษฐกิจบูมสุดๆ คนอเมริกันสามารถกู้เงินซื้อบ้านได้มากกว่า 100% ของราคาบ้าน แต่ในประเทศจีนนั้น คนจีนจะซื้อบ้านต้องมีเงินเก็บเพื่อเป็นเงินดาวน์อย่างน้อยร้อยละ 30 ซึ่งแปลว่าคนอเมริกันเอาเงินที่จับต้องไม่ได้มาใช้ล่วงหน้ากันอย่างมหาศาล

จากข้างต้นก็คาดการณ์ว่าหากรัฐบาลไม่เข้ามาแทรกแซงระบบเศรษฐกิจ GDP ของประเทศจีนจะขยายตัวน้อยกว่าร้อยละ 6 ในปีหน้า ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดในรอบสองทศวรรษทีเดียวครับ การเติบโตของ GDP ร้อยละ 6 นี้ เราอาจจะมองว่าเป็นการเติบโตที่มากแล้ว เพราะว่าชาวบ้านต่างก็บาดเจ็บกัน แต่สำหรับกรณีของประเทศจีนนั้น มีความจำเป็นต้องมีการเติบโตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 8 ต่อปี เพื่อรองรับปริมาณคนที่เข้ามายังเมืองใหญ่เพื่อหางานทำ ซึ่งแปลว่าการเติบโตของ GDP ที่น้อยลง จะมีอัตราว่างงานที่สูงขึ้นครับ

อย่างไรก็ตามมีนักเศรษฐศาสตร์จีนประเมินว่าตัวเลขที่บอกว่าประเทศจีนต้องมีการเติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 8 ซึ่งเป็นการประมาณการในช่วงทศวรรษ 1990 เป็นตัวเลขที่ใช้สมมติฐานในขณะนั้นนำมาประมาณการ คือการเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ของคนในชนบทที่มีจำนวนมาก รวมไปถึงการปิดตัวของรัฐวิสาหกิจที่มีคนงานเหลือ แต่โครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงคือการใช้นโยบายลูกคนเดียวที่ทำให้อัตราการเกิดลดลง และมีผลให้จำนวนประชากรที่เข้าสู่ตลาดแรงงานลดลง รวมไปถึงรายได้จากภาคการเกษตรในชนบทที่สูงขึ้นจึงมีผลทำให้ประชาชนไม่ได้เข้ามาทำงานในเมืองมากกว่าที่คิด ซึ่งหมายถึงว่าอัตราการเติบโตของ GDP ของประเทศจีนไม่จำเป็นต้องสูงถึงร้อยละ 8 ก็ได้ครับ

มาตรการทางเศรษฐกิจ

มาตรการในการใช้เงิน 4 ล้านล้านหยวนในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องสำหรับระยะสองปีข้างหน้านั้น มีมูลค่าประมาณร้อยละ 14 ของ GDP ซึ่งเป็นเงินมากกว่าการกระตุ้นของรัฐบาลอเมริกาถึง 4 เท่า และนับเป็นงบประมาณของรัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก ซี่งในมาตการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ประกอบไปด้วย การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน สวัสดิการสังคม การปฏิรูปโครงสร้างภาษี โดยเงินงบประมาณส่วนใหญ่จะเน้นไปที่โครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยของคนยากจน และโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น รถไฟ ถนน สนามบิน และโรงไฟฟ้า รวมไปถึงการซ่อมแซมซากปรักหักพังอันเนื่องมาจากแผ่นดินไหว นอกจากนี้งบประมาณก่อนนี้ยังจะลงทุนไปยังโครงการระบบสุขภาพ และการศึกษา การปฏิรูประบบภาษีมูลค่าเพิ่มที่มีส่วนลดในภาษีมูลค่าเพิ่มในสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน เช่น เครื่องจักร เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นการกระตุ้นให้ภาคเอกชนมีการลงทุนเพื่อใช้จ่ายมากขึ้นสำหรับในภาคชนบท รัฐบาลจะเพิ่มราคาประกันสินค้า รวมไปถึงการจัดสวัสดิการเพิ่มเติมสำหรับประชาชนที่มีรายได้น้อย

ในปัจจุบันงบประมาณภาครัฐยังอยู่ในภาวะเกินดุลงบประมาณที่ 1 – 2 % ของ GDP และมีหนี้สาธารณะที่ต่ำมากเพียงร้อยละ 20 ของ GDP เท่านั้น ซึ่งถือว่าสถานะทางการคลังของประเทศแข็งแกร่งมาก นอกจากนี้การกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้มาจากรัฐบาลกลางเท่านั้น แต่จะมาจากงบประมาณของรัฐบาลท้องถิ่นที่มีการบริหารงานแบบผู้ว่า CEO (มีการแข่งขันกันชักชวนนักลงทุนต่างชาติไปลงทุนในมณฑลตัวเองประจำครับ) และงบจากรัฐวิสาหกิจในการจ้างงาน และการลงทุนอีกด้วยครับ

บทสรุปมาตรการรัฐบาลจีน

นักวิชาการบางท่านได้วิเคราะห์ว่ารัฐบาลจีนได้เน้นการส่งเสริมหรือกระตุ้นลงทุนมากเกินไป แทนที่จะไปเน้นเรื่องการเน้นกระตุ้นการบริโภคด้วยวิธีการลลดภาษี เนื่องจากการลงทุนในประเทศจีนนั้นมีสัดส่วนต่อ GDP ที่สูงอยู่แล้ว แต่ในทางกลับกันครับ ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีอัตราการออมที่สูง ในขณะเดียวกันความเชื่อมั่นได้ลดลง ดังนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยวิธีการลงทุนจึงเป็นวิธีการที่เหมาะกว่าการลดภาษี หรือให้สวัสดิการสังคม เนื่องจากไม่มีประโยชน์ที่จะลดภาษีเพื่อเพิ่มกำลังซื้อครับ เพราะว่าเงินจำนวนมากอยู่ในกระเป๋าผู้บริโภคอยู่แล้ว แต่ไม่อยากจะเอาออกมาใช้จ่ายเท่านั้นเอง แถมยังมีแนวโน้มจะเก็บเงินซะอีกครับ ซึ่งจริงๆ แล้วในประเทศกำลังพัฒนา การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นพื้นฐานของการพัฒนาและขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวจะมีประโยชน์มากกว่า ซึ่งจะต่างกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่น ที่โครงสร้างพื้นฐานดีอยู่แล้ว ถึงลงทุนสร้างไปก็เท่านั้นครับ ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรมาก จึงต้องใช้มาตรการที่ต่างกันครับ

ผมได้ตัดข้อมูลออกไปหลายอย่างที่ดูค่อนข้างเยอะ รวมไปถึงกราฟข้อมูลด้วย หากท่านผู้อ่านสนใจเพิ่มเติมก็เชิญไปอ่านฉบับเต็มได้ที่ Dr Varanyu Blog นะครับ

---------------------------------------------------------------------------------------------

เกี่ยวกับผู้เขียน
ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นนักวิชาการอิสระ และผู้ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ และธุรกิจระหว่างประเทศ (CEO บริษัท Hroyy Inc.) ดร. วรัญญู จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ (ทศ. 106) ปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมเครื่องกล จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (วศ. 34) ปริญญาเอกสาขา Computational Mechanics จาก Imperial College มหาวิทยาลัยลอนดอน ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษในหลายมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ เช่น หลักสูตร MBA จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศยาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร และหลักสูตรปริญญาโท สาขาบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นต้น