ภาวะเงินฝืดและเขาวงกต

ในภาวะเศรษฐกิจช่วงนี้เป็นที่รู้กันครับว่าเป็นช่วงภาวะเศรษฐกิจถดถอย แน่นอนครับในทางเศรษฐศาสตร์เราจะเจอกับภาวะเงินฝืด คือเงินในระบบเศรษฐกิจจะหมุนเวียนน้อยลง และจะเกิดมหกรรมลดแลกแจกแถม ราคาสินค้าจะหล่นแบบติดลบ สังเกตง่ายๆ จากราคาน้ำมันครับ ที่ราคาลงกระฉูดมาเหลือ 1 ใน 3 ภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ (ตอนนี้ประมาณ 50 กว่าเหรียญต่อบาร์เรล) เพราะว่าความต้องการในการใช้น้ำมัน (Demand) ลดลง เพราะว่าคนรัดเข็มขัดมากขึ้นครับ ส่วนราคาสินค้าอื่นๆ ก็จะลดลง เพราะว่าคนจะแย่งกันลดราคาเพื่อเอาเงินสดมาหมุนในมือกัน มองดูดีนะครับสำหรับผู้บริโภคทั่วไป แต่มีนักเศรษฐศาสตร์หลายท่านเตือนว่าระวังเราจะหลงทางในเขาวงกตของภาวะเงินฝืด แบบสมัยทศวรรษ 1930 ที่เศรษฐกิจโลกตกต่ำ แล้วจะหาทางออกไม่เจอครับ

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราคงจะได้ยินข่าวเรื่องภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยกันทุกวันมาแล้วจนขนลุกทุกวัน ดูง่ายๆ ครับ ตลาดหุ้นที่บอกถึงอนาคตก็ลดฮวบฮาบ เจ๊งกันระนาว วันนี้ก็มีข่าวว่าจะปลดคนงานในโรงงานรถยนต์ที่ระยองอีกล๊อตใหญ่ แม้แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็มีความเป็นห่วงกันมากเกี่ยวกับการชะลอตัวของการใช้จ่ายภาคประชาชนชาวอเมริกัน โดยทราบได้จากรายงานของกระทรวงการคลัง และธนาคารกลางสหรัฐประกาศเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมาว่าตอนนี้สงสัยต้องเข้าไปช่วยเรื่องการปล่อยกู้โดยใช้มาตรการดอกเบี้ยต่ำสำหรับการซื้อรถยนต์ การศึกษา และบัตรเครดิตซะแล้วครับ เพราะว่าสามอย่างนี้คือสามประเภทของการใช้จ่ายพื้นฐานของชาวอเมริกัน ซึ่งเป็นที่แปลกครับว่าไม่กี่เดือนที่ผ่านมาธนาคารกลางของสหรัฐยังกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อในประเทศ โดยขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อกัน แต่ยังกังวลยังไม่ทันหายเห่อเลยครับ วันนี้ต้องมาลดดอกเบี้ยแบบกราวรูดกันแล้วเพื่อป้องกันภาวะเงินฝืด แต่ดูเหมือนชีวิตมันจะไม่ง่ายแค่นั้นครับ เพราะว่าเป็นที่คาดการณ์ว่าปีหน้าปรากฎการณ์ราคาสินค้าลดลงยังจะมีอยู่ต่อไปครับ เพราะว่าสภาวะเงินฝืดดูเหมือนจะมีอย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่กังวลว่าสภาวะเศรษฐกิจจะกลับไปเหมือนเมื่อ ทศวรรษ 1930 ช่วงที่เศรษฐกิจโลกถดถอยอย่างหนัก จนจากวิกฤติเศรษฐกิจธรรมดา กลายเป็นระดับมหันตภัยเศรษฐกิจเลยครับ

Liquidation Defeats Itself

ภาวะเงินฝืดบวกกับราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างฮวบฮาบ ทำให้ราคาสินค้าลดลง โดยราคาสินค้าในต้นปีหน้าจะลดลงอย่างต่อเนื่องครับ นั่นก็คือภาวะเงินเฟ้อกำลังจะหมดไป ประจวบกับการอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย การใช้จ่ายในระบบจะหดตัว ในภาคธุรกิจจะแข่งขันกันลดราคาสินค้า และลดต้นทุนโดยการลดพนักงาน

หลายท่านบอกว่าดูๆ ไปภาวะเงินฝืด น้ำมันลดราคา และสินค้าลดราคามันน่าจะดีสำหรับประชาชนทั่วไปครับ เพราะว่าทำให้รายได้ที่แท้จริงของประชาชนสูงขึ้น (เพราะว่าอัตราเงินเฟ้อติดลบ) ประชาชนจะมีอำนาจซื้อ (Purchasing Power Parity) สูงขึ้น และทำให้ภาคธุรกิจอาจจะมีกำไรต่อหน่วยสูงขึ้น (ถ้าขายได้) แต่ในอีกมุมหนึ่งครับ เป็นข่าวร้ายของคนมีหนี้ เพราะว่าทำให้มูลค่าหนี้เมื่อเทียบกับมูลค่าสุทธิสูงขึ้น (คิดง่ายๆ ครับว่าคนมีหนี้ต้องจ่ายดอกเบี้ย แต่เงินเฟ้อติดลบ) และอาจจะมีผลทำให้ความอยากจ่ายหนี้น้อยลงครับ

จริงแล้วภาวะที่เกิดขึ้นข้างต้นคือประชาชนมีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้นจากภาวะราคาสินค้าลดลง ในขณะเดียวกัน ได้มีการบัญญัติศัพท์นี้โดยนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน Irving Fisher ในปี 1933 ว่า “debt-deflation” ในภาวะนี้ ภาคธุกิจ และประชาชนที่มีหนี้สิน แต่มีเงินจะรีบจ่ายหนี้ครับ เพราะว่าต้องจ่ายดอกเบี้ย แต่เงินเฟ้อติดลบแบบที่กล่าวมาแล้วข้างต้นครับสร้างปัญหาใหญ่มาอีกหนึ่งปัญหาคือภาคธุรกิจ และประชาชนจะไม่อยากยืมเงินจากธนาคาร พูดง่ายๆ ครับเพราะว่ายืมเงินมาก็ขาดทุนแล้ว เพราะว่าต้องจ่ายดอกเบี้ยที่แพง เมื่อเทียบกับค่าเงิน (เพราะว่าเงินเฟ้อติดลบ) ปรากฎการณ์นี้ Fisher เรียกว่า “liquidation defeats itself” ซึ่งปรากฎการณ์ที่ Fisher ได้กล่าวถึงกำลังจะเกิดขึ้นจริงครับ ซึ่งไม่ได้กระทบกับตลาดเงินกู้ แต่จะมีผลกับตลาดหุ้นกู้ หรือพันธบัตรด้วยครับ เพราะว่าคนอยากจะกู้น้อยลงครับ และมีผลทำให้สภาพคล่องในระบบฝืดลงไป และจะวนๆ ไปเรื่อยๆ ครับ จนเกิดภาวะ
กับดักสภาพคล่องครับ

อ่านฉบับเต็มได้ใน
Dr Varanyu Economic Blog

---------------------------------------------------------------------------------------------

เกี่ยวกับผู้เขียน
ดร. วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ อาจารย์วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และผู้ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศ และธุรกิจระหว่างประเทศ (CEO บริษัท Hroyy Inc.) ดร. วรัญญู จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ (ทศ. 106) ปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมเครื่องกล จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (วศ. 34) ปริญญาเอกสาขา Computational Mechanics จาก Imperial College มหาวิทยาลัยลอนดอน ปัจจุบันเป็นอาจารย์พิเศษในหลายมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ เช่น หลักสูตร MBA จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาควิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศยาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร และหลักสูตรปริญญาโท สาขาบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นต้น