Fey women



เรื่องนี้เป็นหัวข้อสั้นๆ “เรื่องผู้หญิงเฟย์”

คำว่า fey เป็นคำคุณศัพท์ หมายถึง Having or displaying an otherworldly, magical, or fairylike aspect or quality คือมีความวิเศษ เหนือธรรมชาติ มีอำนาจพิเศษลึกลับ คล้ายภูตพราย อะไรทำนองนั้น และอีกความหมายหนึ่ง คือ Having visionary power; clairvoyant

เสียงและความหมายของมันไปซ้ำกับอีกคำหนึ่งคือ fay ซึ่งในยุคกลางของอังกฤษ สะกดว่า faie, หมายถึง “a person or place possessed of magical properties,”

คำว่า faie ต่อมากลายเป็น fairy หรือนางฟ้าอย่างที่เราเรียกกัน นางฟ้าประเภทนี้ไม่ได้อยู่บนสวรรค์ ใส่ชุดขาวมีปีกใหญ่ยาว ยังงั้นเรียกว่า angel

นางฟ้าหรือแฟรี่เป็นอย่างในรูปนี้ค่ะ



คำว่า fay ก็แยกออกไปเป็นแฟรี่ ส่วน fey เมื่อประกอบกับ woman หมายถึงผู้หญิงที่มีอำนาจพิเศษ

พวกนี้เป็นคนธรรมดาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านชุมชนก็ได้ หรือบางแห่งจะไปรวมเป็นอมนุษย์ประเภทหนึ่ง อยู่ตามป่าเขาลำธารอะไรก็ได้ แต่มีอำนาจพิเศษเหนือมนุษย์ ส่วนใหญ่มีตาทิพย์ มองเห็นอนาคต ส่วนน้อยอาจจะมีหน้าที่อื่นที่วิเศษผิดไปจากคนทั่วไป

ดินแดนที่มี fey women มากที่สุดคือสก๊อตแลนด์ ถ้าถามว่าทำไม ก็ขอสันนิษฐานว่ามันพัฒนามาจากความเชื่อท้องถิ่นทางยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือ ค่อนๆมาทางอังกฤษ และเหนือขึ้นไป อย่างพวกสก๊อตแลนด์


ดินแดนเหล่านี้ตั้งแต่ยังไม่แบ่งเป็นอังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ ไอร์แลนด์ เป็นแหล่งที่มีชุมชนตั้งกันมาก่อนคริสต์กาล มีเทพเจ้าท้องถิ่นของพวกเขาเอง

ต่อมาเมื่อคริสตศาสนาแพร่ขยายเข้ามาในยุโรป เป็นที่ยอมรับนับถืออย่างกว้างขวาง เทพเจ้าดั้งเดิมก็ลดฐานะลงกลายเป็นตำนานท้องถิ่น จดจำกันต่อๆมา อย่าง fay ที่แปลว่านางฟ้าก็ดี elf ที่เป็นภูตชนิดหนึ่งก็ดี เป็นเทพท้องถิ่นมาก่อน

เทพท้องถิ่นอีกองค์หนึ่งคือ leprechaun เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายในไอร์แลนด์มากกว่าที่อื่น มีคุณสมบัติอีกอย่างคือซ่อมรองเท้าได้เก่งมาก จึงมักมีภาพขณะซ่อมรองเท้าให้เห็นเป็ สัญลักษณ์
leprechaun เป็นคนแคระแก่ๆ แต่งสีเขียว ว่ากันว่าครอบครองหม้อบรรจุทองคำซึ่งอยู่สุดปลายสายรุ้ง ใครก็ตามที่ค้นหาปลายสายรุ้งพบ จะได้ทองของ Leprechaun ไปเป็นของตัว ทำให้เกิดสำนวนที่เกี่ยวกับสายรุ้ง เช่น follow the rainbow หมายถึงแสวงหาจุดหมายปลายทาง หรือว่าทำตามความใฝ่ฝัน
fey กับ fay นั้นเดิมเป็นคนละคำกัน แต่ต่อมาก็มาปนๆกันกลายเป็นสะกดได้ทั้งสองคำในความหมายเดียวกัน

พูดถึง fay ที่เป็นความหมายเดียวกับ fairy เราอาจคุ้นกับแฟรี่มากกว่า นิทานสำหรับเด็กที่เราเรียกว่า เทพนิยาย แปลมาจาก Fairy's tale อันที่จริงน่าจะแปลว่านิทานนางไม้ เพราะพวกนี้ไม่ได้อยู่บนฟ้า อยู่ตามป่าเขาลำเนาไพร ในนิทานเด็กมักสร้างให้เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ มีปีกเหมือนผีเสื้อบ้าง แมงปอบ้าง อยู่ตามดอกไม้

คำว่า fairy เป็นสปีชี่ส์ที่กว้างมาก ไม่ได้มีแต่แค่ผู้หญิงสวยๆตัวเล็กๆ มีปีก แฟรี่มีทั้งหญิงชาย เรื่องราวของแฟรี่ที่รู้จักกันมากที่สุดก็คือเรื่องของโอเบอรอนราชาแห่งแฟรี่และทิทาเนียผู้เป็นราชินี เชกสเปียร์เขียนอิงถึงตัวละครสองตัวนี้ไว้ใน Midsummer Night's Dream ฉากแฟรี่ในเรื่องนี้ทำหนังครั้งใดก็สวยแพรวพราวไปด้วยจินตนาการครั้งนั้น

Morgan Le fay

อีกคำหนึ่งที่ใช้เรียก fay ก็คือ enchantress บทกวีที่โด่งดังของ John Keats ชื่อ La Belle Dame Sans Merci เรียกตัวนางเอกในเรื่องว่า A fairy's child ก็คือนางไม้นั่นเอง

นางเป็นทั้ง fay และ enchentress ล่อลวงพระราชาและอัศวินไปตายเพราะเสน่ห์ของนางก็เยอะแยะ

น.ม.ส. ทรงบัญญัติศัพท์เรียกผู้หญิงที่มีลักษณะเป็นคล้ายๆ fay ในนิทานฝรั่งนี้ว่า นางมายินี แปลว่าสตรีผู้มีมายา จะเรียกว่ามายานีก็คงได้เหมือนกัน

ภาพนี้วาดจากบทกวีของคีทส์ ฝีมือHenry Maynell Rheam


Marie Corelli นักเขียนสตรียอดนิยมยุควิคตอเรียนได้เคยสร้างนางเอกของเธอเป็นผู้หญิงเฟย์ (fey woman) ในเรื่อง The Secret Power แปลเป็นไทยโดยคุณ "อมราวดี" ชื่อ "อานุภาพพิศวง" เป็นการแปลชื่อเรื่องออกมาได้เพราะพริ้งมาก

ในเรื่องนี้นางเอกชื่อมอร์กานา ลูกสาวมหาเศรษฐี ผู้เขียนระบุว่าเธอเป็นผู้หญิงเฟย์ ถ้าเป็นอย่างในเรื่องก็แสดงว่าผู้หญิงเฟย์เป็นกันได้โดยกำเนิด และอาจจะเป็นอยู่เพียงคนเดียว พ่อแม่พี่น้องตลอดจนปู่ย่าตายายไม่ได้เป็นด้วย มอร์กานาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องบินประสิทธิภาพสูง สามารถบินได้โดยไม่ต้องใช้น้ำมัน แต่ใช้พลังงานอะไรสักอย่างที่โลกยังไม่รู้จัก เท่าที่คอเรลลี่อธิบาย คล้ายๆกับเป็นพลังงานแสงเลเซอร์หรืออะไรทำนองนั้น ด้วยความเป็นผู้หญิงเฟย์ เธอสามารถติดต่อกับดินแดนในอีกมิติหนึ่งกลางทะเลทรายได้ ซึ่งมนุษย์เห็นในรูปของภาพลวงตา

เรื่องนี้สนุกมากค่ะ แม้ว่าเขียนมาร้อยกว่าปีแล้วก็ตาม อาจจะมีอะไรเชยๆบ้าง แต่เมื่อนึกว่าเธอเป็นผู้หญิงที่เรียนแค่ในคอนแวนต์ ไม่เคยเรียนมหาวิทยาลัย ไม่มีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เขียนได้ขนาดนี้ก็น่าทึ่งมาก คนเรียนสายวิทย์คนไหนอยากอ่าน ดาวน์โหลดได้ฟรีที่นี่

http://www.gutenberg.org/etext/3831