แบบฝึกหัดวิชาเคมี เรื่อง สารและสมบัติของสาร

วิชา : เคมี ระดับชั้น : มัธยมปลาย
จำนวน : 50 ข้อ ผู้เข้าชม : 13,472 ระดับความยาก :
หน้าหลักคลังข้อสอบ ›› | หน้าหมวดวิชา ››
1 )  ธาตุในข้อต่างๆ ต่อไปนี้ มีทั้งอโลหะ โลหะ และเมตัลลอยด์ ( กึ่งโลหะ-กึ่งอโลหะ ) ธาตุในข้อใดที่เป็นประเภทเดียวกันล้วน ๆ
 
Ca, Zn, P, Hg
K, I, B, C
Cs, Cr, Cl, Co
Sb, Si, Al, As
2 )  สาร A, B, C และ D มีสมบัติต่างๆ ดังแสดง




































ความหนาแน่น (g/ml)

จุดหลอมเหลว ° C

สี

จำนวนธาตุที่เป็นองค์ประกอบ

A
3.12
-7
น้ำตาลแดง
1
B
8.94
1,083
น้ำตาล
1
C
2.11
334
ขาว
3

D

5.68

398

ส้ม

3


สมบัติที่ใช้ในการจำแนกสารเหล่านี้ออกเป็นธาตุหรือสารประกอบข้อใดถูกต้อง































ข้อ
สาร
ธาตุหรือสารประกอบ
สมบัติที่ใช้
1
A
ธาตุ
จุดหลอมเหลว
2
B
ธาตุ
ความหนาแน่น
3
C
สารประกอบ
สี
4
D
สารประกอบ
จำนวนธาตุที่เป็นองค์ประกอบ
 
1
2
3
4
3 )  ถ้าจะทดสอบว่าสารชนิดหนึ่งเป็นคอลลอยด์หรือไม่ วิธีทดสอบที่ดีที่สุดคือข้อใด
 
ดูด้วยตาเปล่าว่าขุ่นหรือเปล่า
เติมกรดแอซิติกแล้วดูว่ามีตะกอนหรือไม่
ฉายลำแสงผ่านดูว่ามีการกระเจิงแสงหรือไม่
ใส่ถุงเซลโลเฟนแล้วดูว่ามีสารผ่านออกมาหรือไม่
4 )  สารกลุ่มใดที่จะจัดเป็นพวกคอลลอยด์ได้ไม่หมดทุกชนิด
 
แยม ไอศกรีม น้ำเต้าหู้ น้ำกะทิ
ควัน หมอก สีทาบ้าน น้ำทะเล
กาว แป้งเปียก สลัดครีม น้ำซาวข้าว
วุ้น นม น้ำโซดา น้ำยางพารา
5 )  ข้อความต่อไปนี้ข้อใดถูกต้องที่สุด
 
ของผสมมีลักษณะเป็นสารเนื้อผสม
สารละลายเป็นสารเนื้อเดียว
วิธีกลั่นเป็นวิธีแยกของแข็งออกจากของเหลว
ของเหลวใสเมื่อนำไประเหยแห้ง ปรากฏว่าไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย แสดงว่าเป็นสารบริสุทธิ์
6 )  ข้อใดต่อไปนี้บอกความบริสุทธิ์ของของเหลวได้
 
เมื่อระเหยแห้งแล้วมีสารบริสุทธิ์เหลืออยู่
เมื่อสกัดด้วยอีเทอร์แล้วระเหยอีเทอร์ออก จะมีสารบริสุทธิ์เหลืออยู่
เมื่อกลั่นด้วยวิธีธรรมดาจุดเดือดจะคงที่
เมื่อกลั่นด้วยไอน้ำ จุดเดือดของของเหลวที่กลั่นได้ต่ำกว่าเมื่อกลั่นด้วยวิธีธรรมดา
7 )  A เป็นของเหลวใสไม่มีสี เมื่อนำมาระเหย พบว่ามีของแข็ง B เหลือยู่ เมื่อนำ B มาหาจุดหลอมเหลวพบว่ามีช่วงของการหลอมเหลวกว้างมาก จึงนำสาร B ไปแยกด้วยวิธีโครมาโทกราฟีกระดาษ แล้วส่องดูด้วยแสงอัลตราไวโอเลตพบว่ามีส่วนประกอบแยกออกเป็น 2 ส่วนคือ C และ D จากข้อมูลดังกล่าว ข้อสรุปใดผิด
 
A เป็นสารละลาย
B เป็นสารประกอบ
B เป็นของผสม
C และ D เป็นสารบริสุทธิ์
8 )  นำของเหลว A, B และ C มาทดสอบได้ผลดังนี้





















สาร

ลักษณะ

การทดสอบและผล

A


ใส สีม่วง มีกลิ่น


กลั่นได้ของเหลวสีเดิมแต่ถ้าปิดฝาครอบภาชนะไว้นานๆจะพบเกล็ดสีม่วงที่ฝาซึ่งละลายใน CCl_4 ได้สารละลายสีม่วง

B
ใส สีน้ำตาล มีกลิ่น

กลั่นได้ของเหลวสีเดิม แต่ถ้าปิดฝาครอบภาชนะไว้นาน ๆ จะพบเกล็ดสีม่วงที่ฝา ซึ่งละลายใน CCl_4 ได้สารละลายสีม่วง

C

ใส สีม่วง ไม่มีกลิ่น

กลั่นได้ของเหลว ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ของแข็งที่เหลือในขวดกลั่นมีสีม่วง


ข้อสรุปในข้อใดถูกต้องสมเหตุสมผล
 
A เป็นสารบริสุทธิ์ ส่วน B และ C เป็นสารละลายซึ่งมีตัวถูกละลายชนิดเดียวกัน
A เป็นสารบริสุทธิ์ ส่วน B และ C เป็นสารละลายซึ่งมีตัวถูกละลายต่างชนิดกัน
A และ B เป็นสารละลายที่มีตัวถูกละลายชนิดเดียวกัน ส่วน C เป็นสารละลายที่มีตัวถูกละลาย และตัวทำละลายต่างชนิดกับ A และ B
A, B และ C เป็นสารละลายที่มีตัวถูกละลาย และตัวทำละลายต่างชนิดกันทั้งหมด
9 )  ในการตรวจสอบว่าของเหลวชนิดหนึ่งเป็นสารบริสุทธิ์ หรือเป็นสารผสมระหว่างของเหลวสองชนิด ควรใช้เครื่องมือชุดใดจึงจะเหมาะสม
 
ถ้วยระเหย กระจกนาฬิกา ตะเกียงอัลกอฮอล์
กรวยแยก เครื่องควบแน่น เทอร์โมมิเตอร์
หลอดทดลอง กรวยกรอง กระดาษกรอง
เทอร์โมมิเตอร์ หลอดทดลองมีแขนข้าง ตะเกียงอัลกอฮอล์
10 )  เมือนำสารของเหลวสีแดงชนิดหนึ่งมากลั่น พบว่า ของเหลวนี้เดือดที่ 89 °C ของเหลวที่กลั่นได้ ไม่มีสี เมื่อกลั่นต่อไปจนเกือบหมด ของเหลวที่เหลือยังคงมีสีแดง เราอาจสรุปได้ว่าอย่างไร
 
สารละลายนี้เป็นสารละลายของสารสีแดงในน้ำ
สารละลายนี้เป็นสารละลายของสารสีแดงในของเหลวไม่มีสีที่ไม่ใช้น้ำ
สารละลายนี้เป็นสารละลายของสารที่ไม่มีสีในของเหลวสีแดง
สารละลายนี้เป็นสารละลายของสารสีแดงในของเหลวสีแดง
11 )  เมื่อนำของเหลว 2 ชนิด A และ B มากลั่น แล้วหาความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิกับเวลา จะได้กราฟดังรูป ข้อสรุปใดต่อไปนี้ ถูกต้องที่สุด
 
ของเหลว A เป็นสารละลายเนื้อผสม
ของเหลว B เป็นสารละลายเนื้อผสม
ของเหลว A ประกอบด้วยสารบริสุทธิ์อย่างน้อย 2 ชนิด
ของเหลว B ประกอบด้วยสารบริสุทธิ์อย่างน้อย 2 ชนิด
12 )  ในการกลั่นของเหลว A, B, C และ D ทีละสารโดยวิธีธรรมดา ได้ผลดังนี้ จากกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิและปริมาตรในการกลั่นสารข้างต้น ข้อมูลที่วิเคราะห์จากกราฟต่อไปนี้ข้อใดผิด
 
A เป็นสารบริสุทธิ์
B ประกอบด้วยของเหลว 2 ชนิด มีจุดเดือดใกล้กัน
เมื่อกลั่น C จะได้ของเหลวบริสุทธิ์ 2 ชนิด
ของเหลวที่ได้จากการกลั่น D ยังไม่บริสุทธิ์พอ
13 )  การเพิ่มอุณหภูมิเพื่อทำให้สารบริสุทธิ์เปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นก๊าซ แสดงดังแผนภาพ ถ้าใช้สารตั้งต้น ปริมาณมากกว่าเดิม 2 เท่า แผนภาพดังกล่าวจะเปลี่ยนไปอย่างไร
 
14 )  วิธีกลั่นน้ำให้บริสุทธิ์แบบธรรมดาจะไม่เหมาะสมเมื่อนำมาใช้กับข้อใด
 
น้ำทะเล
น้ำคลอง
น้ำผสมแอลกอฮอล์
สารละลายโพแทสเซียมคลอไรด์
15 ) 








องค์ประกอบชุด A

องค์ประกอบชุด B

ถ่าน ซัลเฟอร์ และ KNO_3

น้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด


ถ้าต้องการแยกองค์ประกอบต่างๆ ออกจากกันทั้งของชุด A และ B ควรใช้วิธีใด
 
A สกัดโดยใช้ตัวทำละลาย B สกัดโดยการกลั่นลำดับส่วน
A สกัดโดยการกลั่นด้วยไอน้ำ B สกัดโดยใช้ตัวทำละลาย
A สกัดโดยการกลั่นลำดับส่วน B แยกโดยวิธีโครมาโทกราฟี
A แยกด้วยโครมาโทกราฟี B สกัดโดยการกลั่นด้วยไอน้ำ
16 ) 
ของผสมต่อไปนี้
ก. AgNO_3 + H_2O ข. AgCl + NH_3
ค. AgCl + H_2O ง. C_{17}H_{35}COOH + H_2O
ข้อใดที่สามารถแยกด้วยการกรองได้
 
ก กับ ข
ข กับ ค
ค กับ ง
ก กับ ง
17 ) 































































 

การละลายในน้ำ

จุดเดือด °C

จุดหลอมเหลว


°C

การนำไฟฟ้า

การนำไฟฟ้า


ในสารละลาย

แยกด้วยไฟฟ้า

สาร 1

ละลาย


(36g / 100 ml)

1,413
804
ไม่
นำ
ได้
สาร 2

ละลาย


(92g / 100 ml)

1,500
824
ไม่
นำ
ได้
สาร 3
ไม่
3,000
1,535
นำ
-
ไม่
สาร 4
ไม่
445
113
ไม่
-
ไม่
สาร 5
ละลายดีมาก
-33
-78
ไม่
ไม่
ไม่

สาร 6

ละลายดีมาก

78

-117

ไม่

ไม่

ไม่


การแยกสารในข้อใดที่กระทำไม่ได้หรือไม่แน่ใจว่าทำได้
 
แยกสาร 1 และ 2 ออกจากกัน โดยละลายแล้วตกผลึก
แยกสาร 2 และ 4 ออกจากกัน โดยละลายน้ำแล้วกรอง
แยกสาร 3 และ 4 ออกจากกัน โดยการเผา
แยกสาร 5 และ 6 ออกจากกัน โดยการละลายน้ำแล้วกลั่น
18 )  การละลายได้ของสาร X ในน้ำ แสดงได้ด้วยกราฟดังต่อไปนี้ ถ้าสารละลาย 1 ลิตร มีสาร X ละลายอยู่แล้ว 50 กรัม จะสามารถเติมสาร X ลงไปได้อีกกี่กรัมจึงจะอิ่มตัวที่ 50°C โดยถือว่าการละลายของ X ลงไปอีกปริมาตรจะไม่เปลี่ยนแปลง
 
0 กรัม
250 กรัม
300 กรัม
450 กรัม
19 )  ใช้ข้อมูลต่อไปนี้ตอบคำถามข้อ 19 จากกราฟแสดงการละลายของสาร A และสาร B ข้อความใดถูกต้องที่สุด
 
สาร A ละลายได้ดีกว่าสาร B ที่อุณหภูมิเดียวกัน
สาร A และสาร B เป็นสารประเภทดูดความร้อนเพื่อใช้ในการละลาย
สาร B เป็นอิเล็กโทรไลต์ที่แก่กว่าสาร A
สาร A และสาร B ละลายได้ไม่หมดที่อุณหภูมิ 20°C
คำชี้แจง  ข้อมูลต่อไปนี้ใช้ตอบคำถามข้อ 20-21

  อุณหภูมิ °C

ความสามารถในการละลาย g/ น้ำ 100 g
KCl
NaClO_3
5
30
10
20
33
18
80
45
45
100
48
60
20 )  ข้อสรุปใดผิด
 
ที่อุณหภูมิห้อง KCl ละลายได้มากกว่า NaClO_3
ที่ 0 °C KCl ละลายได้มากกว่า NaClO_3
ที่อุณหภูมิน้ำเดือด NaClO_3 ละลายได้มากกว่า KCl
ที่ 40 °C NaClO_3 ละลายได้มากกว่า KCl
21 )  สารละลาย  1 dm^3 มี KCl ละลายอยู่แล้ว 45 g จากข้อมูลที่กำหนดให้จะต้องเติม KCl ลงไปอีกกี่กรัมจึงจะทำให้สารละลายนี้อิ่มตัวที่อุณหภูมิ 80°C (สมมติให้ปริมาตรไม่เปลี่ยนแปลง)
 
405
450
495
22 )  กราฟต่อไปนี้แสดงความสามารถในการละลายของสาร X และสาร Y ในน้ำ เมื่อสาร X และ Y ไปละลายน้ำในภาชนะเดียวกันจนได้สารละลายอิ่มตัว (ของสารทั้ง 2 ชนิด) ที่อุณหภูมิ 60°C แล้วค่อย ๆลดอุณหภูมิลง จนเป็น 40°C พบว่า มีตะกอนตกอยู่ที่ก้นภาชนะตะกอนนี้คือสารใด
 
สาร X อย่างเดียว
สาร Y อย่างเดียว
สาร X ปนกับสาร Y แต่มีสาร X มากกว่า
สาร X ปนกับสาร Y แต่มีสาร Y มากกว่า
23 ) 










สาร

จุดเดือด °C

การละลายน้ำ

A


B


C


D

65


90


150


160

ได้ดี


ไม่ละลาย


ได้ดี


ไม่ละลาย


จากข้อมูลนี้สารใดที่สามารถถูกแยกออกมาจากสารผสมโดยวิธีกลั่นด้วยไอน้ำได้ง่ายที่สุด
 
A
B
C
D
24 )  สมบัติทางกายภาพของสาร A, B, C และ D เป็นดังแสดง

















สาร

จุดเดือด °C

จุดหลอมเหลว °C

การละลายน้ำ

การละลายในเฮกเซน

A


B


C


D

50


80


110


230

-20


-10


-5


50

ละลาย  


ไม่ละลาย


  ไม่ละลาย


ละลาย


ไม่ละลาย


ละลาย


ละลาย


ไม่ละลาย



จากข้อมูลในตารางข้างบน กระบวนการแยกสารทั้งสี่ในข้อใด เหมาะสมสำหรับการแยกสารดังกล่าวออกจากของผสม




















ข้อ
กระบวนการแยกสาร
กลั่นลำดับส่วน
สกัดด้วยตัวทำละลาย
กลั่นด้วยไอน้ำ
กรอง

1.


2.


3.


4.

A


C


B


D

C


D


A

B

B


A


D

C

D

B

C

A

 
1
2
3
4
25 ) 
สารที่สกัดจากพืชได้อาจมีสมบัติดังต่อไปนี้บางข้อคือ
ก. ละลายน้ำ ข. ไม่ละลายน้ำ ค. ละลายในตัวทำละลายอินทรีย์
ง. ระเหยง่าย จ. มีกลิ่นหอม ฉ. จุดเดือดสูง ช. สลายตัว ถ้าได้รับความร้อนสูง
สารที่ได้มาโดยวิธีกลั่นด้วยไอน้ำ ควรมีสมบัติดังข้อใด
 
ก, ง, และ จ
ก, ค, ง และ ช
ข และ ง
ข, ฉ และ ช
26 ) 
สารชนิดใดต่อไปนี้สามารถแยกได้โดยวิธีกลั่นด้วยไอน้ำได้ง่ายที่สุด
สาร A ไม่ละลายน้ำ มีจุดเดือดสูง สาร B มีกลิ่นหอม ระเหยง่าย
สาร C ระเหยง่าย ไม่ละลายน้ำ สาร D ละลายในเฮกเซน มีจุดเดือดปานกลาง
 
สาร A และ B
สาร C
สาร C และ D
สาร D
27 )  ข้อมูลต่อไปนี้











สาร

จุดเดือด °C

การละลายน้ำ (g/100 g ของน้ำ )

X


Y


Z

80


75


120

75


25


70


ข้อสรุปใดถูกต้อง
 
สาร X แยกออกจากสาร Y และ Z โดยการกลั่น
สาร X แยกออกจากสาร Y และ Z โดยการกลั่นด้วยไอน้ำ
สาร Y แยกออกจากสาร Z และ X โดยการกลั่น
สาร Y แยกออกจากสาร Z และ X โดยการกลั่นด้วยไอน้ำ
28 )  ความสามารถในการละลายของสาร X,Y และ Z ในตัวทำละลาย A, B. C และ D เป็นดังนี้




















สาร

 

ความสามารถในการละลาย (g/ ตัวทำละลาย 100 g)

A

B

C

D

X


Y


Z

41


30


10

41


25


10

40


8


20

30


9


12


ถ้ามีสารผสม X, Y และ Z และต้องการสกัดเพียงครั้งเดียว ให้ได้สาร X ที่มีความบริสุทธิ์มากที่สุด ควรเลือกสกัดด้วยตัวทำละลายชนิดใด

 
A หรือ B
A หรือ C
C หรือ D
B หรือ C
29 )  จากข้อมูลที่กำหนดให้ดังนี้




















ชนิดสาร

 

จุดเดือด °C

 

ค่าการละลายในตัวทำละลาย (g/100 ml)

สี

 

CCl_4

H_2O

A


B

75


80

1


10

6


3

ไม่มีสี


แดง


ถ้ามีสาร A และสาร B ผสมกันอยู่ในปริมาณเท่ากัน วิธีใดต่อไปนี้จะแยกสาร A และ B ออกจากกันได้มากที่สุ

 
ละลายน้ำแล้วกลั่นแยก
ละลายน้ำแล้วแยกด้วยวิธีโครมาโทกราฟีกระดาษ
ละลายน้ำแล้วสกัดแยกด้วย CCl_4
ละลายในCCl_4 แล้วสกัดแยกด้วยน้ำ
30 )  ของผสมประกอบด้วยเทียนไข น้ำตาล ลูกเหม็น ปนกันอยู่ วิธีใดที่เหมาะสมที่สุด เพื่อใช้แยกลูกเหม็นออกจาของผสมให้ได้สารบริสุทธิ์
 
ค่อย ๆ อุ่นของผสมให้ร้อน
สกัดของผสมด้วยเฮกเซน
เผาของผสมให้ร้อนแดง
ละลายของผสมด้วยน้ำ
คำชี้แจง  ข้อความต่อไปนี้ใช้ในการตอบคำถามข้อ 31 – 32
ในการทดลองแยกสาร A, B, C และ D ออกจากกันโดยวิธีโครมาโทกราฟี ผู้ทดลองเตรียมตัวดูดซับและตัวทำละลายไว้ โดยทราบความสัมพันธ์ระหว่างสารที่จะแยกกับสิ่งที่จะใช้ในการแยกดังนี้

สาร

ลำดับความสามารถ

ของการละลายในตัวทำละลาย

ลำดับความสามารถ

ในการถูกดูดซับโดยตัวดูดซับ

A

B
C
D

1

4

2

3

4

1

3

2

31 )  เมื่อแยกสารละลายของสารทั้ง 4 ด้วยตัวดูดซับ สารที่จะแยกออกมาก่อนคือ
 
สาร A
สาร B
สาร C
สาร D
32 )  สารที่แยกไม่ออกเลย ถ้าไม่เปลี่ยนตัวทำละลายคือ
 
สาร A
สาร B
สาร C
สาร D
33 )  ข้อจำกัดของการใช้เทคนิคโครมาโทกราฟี คือข้อใด
 
ใช้ทดสอบสารตัวอย่างที่มีปริมาณน้อย ๆ ไม่ได้
ใช้แยกองค์ประกอบต่างๆ ในของผสมที่ไม่มีสีออกจากกันไม่ได้
องค์ประกอบต่างๆ ในของผสมเคลื่อนที่ไปบนตัวดูดซับได้เกือบเท่ากันจะแยกออกจากกันไม่ได้
ถ้าแยกองค์ประกอบต่าง ๆ ในของผสมออกจากกันได้แล้ว จะสกัดสารเหล่านี้ออกจากกันไม่ได้
34 ) 
เมื่อนำสารละลายชนิดหนึ่งมาทำการแยกด้วยวิธีโครมาโทกราฟีกระดาษ โดยมีน้ำเป็นตัวทำละลายได้ผลการทดลองดังรูป ข้อสรุปผลการทดลองในข้อใดต่อไปนี้ ไม่ถูกต้อง
 
สาร ข ละลายน้ำได้ดีกว่าสาร ก และถูกดูดซับได้มากกว่าสาร ค
สาร ก ละลายน้ำได้น้อยกว่าสาร ค และถูกดูดซับได้มากกว่าสาร ข
สาร ข ละลายน้ำได้น้อยกว่าสาร ค และถูกดูดซับได้น้อยกว่าสาร ก
สาร ค ละลายน้ำได้ดีกว่าสาร ข และถูกดูดซับได้มากกว่าสาร ก
35 )  ถ้าสาร 2 ชนิดที่เป็นองค์ประกอบในสารผสมมีค่า R_f ใกล้เคียงกันมาก และเมื่อนำไปผ่านการแยกด้วยวิธีโครมาโทกราฟีกระดาษแล้ว ปรากฏว่าสารทั้ง 2 ชนิดนี้แยกออกจากกันเพียงเล็กน้อย ควรแก้ไขการทดลองอย่างไร การแยกสารนี้จึงจะให้ผลดีกว่าเดิม
 
เพิ่มความยาวของกระดาษโครมาโทกราฟี
เพิ่มปริมาณหรือความเข้มข้นของตัวทำละลาย
ลดอุณหภูมิโดยนำภาชนะที่บรรจุไปแช่ในน้ำแข็ง
ดูดอากาศออกจากภาชนะที่บรรจุ
36 )  ข้อความต่อไปนี้ข้อใดถูกต้องที่สุด ในการแยกสารโดยใช้วิธีทางโครมาโทกราฟีกระดาษนั้น
 
ค่า R_f ของสารต่างๆ ที่วัดได้จะแตกต่างกัน ซึ่งอาจมีค่ามากกว่าหรือน้อยกว่าหนึ่งก็ได้
ความสามารถในการละลายของสารในตัวทำละลายและความสามารถในการถูกดูดซับ จะมีผลต่ออัตราการเคลื่อนที่ของสารบนตัวดูดซับ
อัตราการเคลื่อนที่ของสารบนตัวดูดซับขึ้นอยู่กับการละลายของสารนั้น ในสารละลายโซเดียมคลอไรด์เข้มข้น 1 %
อัตราการเคลื่อนที่ของสารบนตัวดูดซับจะมีค่ามาก เมื่อสารถูกดูดซับได้ดี
37 )  ข้อความต่อไปนี้ข้อใดไม่ถูกต้อง
 
ค่า R_fเป็นค่าที่สามารถนำมาใช้วิเคราะห์ชนิดของสารได้
ค่า R_f ของสารใดๆ จะมีค่าไม่มากกว่า 1.0 เสมอ
ค่า R_f ของสารใดสารหนึ่งจะมีค่าเท่ากันเสมอในทุกระบบการทดลอง
ค่า R_f ของสารใด ๆ จะหาได้จากการทดลองเท่านั้น
38 )  การทดลองแยกสารที่มีสีโดยวิธีโครมาโทกราฟีครั้งหนึ่งได้ผลดังนี้













สารประกอบ

ระยะทางที่สารประกอบ


เคลื่อนที่ (cm)

ระยะทางที่ตัวทำละลาย


เคลื่อนที่ (cm)

A

B

C

D

E

12.0


9.0


6.0


9.6


9.3

15.0


15.0


15.0


15.0


15.0


สารผสมชุดใดที่สามารถแยกออกจากกันได้ดีที่สุด

 
B, D และ E
A, C และ E
B, C และ D
A, B และ E
39 )  เมื่อนำสารผสม A และ B มาแยกด้วยวิธีโครมาโทกราฟี ได้ค่า R_f = 0.10 และ 0.15 ตามลำดับและเมื่อทำการทดลองใหม่โดยเปลี่ยนตัวทำละลาย ได้ค่า R_f = 0.2 และ 0.3 ตามลำดับ
การสรุปผลการทดลอง ข้อใดถูกต้อง
 
ตัวทำละลายในการทดลองแรกละลายสาร 2 ชนิดได้ไม่ดี
การทดลองแรก สาร A มีค่า R_f = 0.10 และการทดลองใหม่มีค่า R_f = 0.2
การทดลองแรก สาร A มีค่า R_f = 0.10 และการทดลองใหม่มีค่า R_f = 0.3
สารผสม A และ B มีความเป็นขั้วต่างกันมาก
40 )  มีของเหลว 3 ชนิดคือ A, B และ C นักศึกษาผู้หนึ่งต้องการทำการทดลอง เพื่อจำแนกว่าของเหลวใดจัดเป็นสารละลายคอลลอยด์ สารแขวนลอย โดยนำมากรองผ่านกระดาษกรอง 2 ชนิด ผลการทดลองเป็นดังตาราง

























ชนิดของของเหลว

ลักษณะของของเหลวก่อนทำการกรอง

ลักษณะของของเหลวเมื่อกรองผ่านกระดาษกรอง ชนิดที่ 1

ลักษณะของของเหลวเมื่อกรองผ่านกระดาษกรอง ชนิดที่ 2

A

เห็นอนุภาคเล็ก ๆ กระจายทั่วไปในของเหลว

ใส

ใส

B

ขุ่น

ขุ่น

ใส

C

ใส

สีฟ้าใส

สีฟ้าใส


ข้อสรุปใดผิด
 
ขนาดช่องว่างของกระดาษกรองชนิดที่ 2 ใกล้เคียงกับขนาดช่องว่างของกระดาษเซลโลเฟน
ของเหลว B อาจเป็นน้ำสบู่
ของเหลว C จะไม่เกิดปรากฏการณ์ทินดอลล์
การจำแนกของเหลว A และ C จำเป็นต้องใช้กระดาษกรองชนิดที่ 1
41 )  มีของเหลวใส ไม่มีสี กลิ่นหอมอยู่ในขวด ซึ่งติดฉลากว่าเป็นเอทานอล (จุดเดือด 78.3 °C ) แต่มีผู้สงสัยว่าจะมีเมทานอล (จุดเดือด 64.5 °C ) ปนอยู่ด้วย วิธีการใดต่อไปนี้ที่อาจใช้ในการทดลองเพื่อทดสอบและแยกสารทั้งสองออกจากกันได้

ก. หาจุดเดือด ข. กลั่น ค. กลั่นลำดับส่วน ง. กลั่นด้วยไอน้ำ จ. สกัดด้วยแอซีโตน
 
ก และ จ
ก และ ค
ก ข และ ง
ข ค และ จ
42 )  สมบัติของสาร A, B, C และ D แสดงในตาราง































สาร

สมบัติ

การละลายในตัวทำละลาย X

การดูดซับบนตัวดูดซับ Y

A

++++

+

B

++

++

C

++

+++

D

+

++++


หมายเหตุ เครื่องหมาย + หมายถึง ความสามารถในการละลายหรือดูดซับ
ถ้านำของผสมที่ประกอบด้วยสาร A สาร B สาร C และ สาร D อย่างละเท่าๆ กัน มาแยกด้วยวิธีโครมาโทกราฟีคอลัมน์ที่ใช้สาร Y ดูดซับ แล้วชะด้วยตัวทำละลาย X ข้อใดผิด
 
สาร A จะถูกชะออกมาก่อน
สาร D จะถูกชะเป็นลำดับสุดท้าย
สาร B และสาร C จะแยกออกจากกันไม่ได้
สามารถแยกสาร A และสาร D ได้อย่างบริสุทธิ์
43 )  เมื่อนำนมผสมมาผสมกับน้ำจะได้ของเหลวสีขาวขุ่นเหมือนนมสดอย่างรวดเร็ว แต่ถ้านำน้ำมันพืชหรือสัตว์มาผสมกับน้ำจะไม่รวมเป็นเนื้อเดียวกัน คำอธิบายข้อใดถูกต้อง
 
โมเลกุลของไขมันในนมมีขนาดเล็กและมีขั้ว จึงละลายน้ำได้
ในนมมีโปรตีนซึ่งประกอบด้วยกรดอะมิโนต่างๆ จึงละลายน้ำได้ แต่ในน้ำมันจากพืชหรือสัตว์ไม่มีโปรตีน
ในนมมีโปรตีนหนึ่งทำหน้าที่ประสานให้โมเลกุลของไขมันและน้ำแทรกอยู่ด้วยกันได้
มีการเติมสารโฮโมจีไนส์ในกระบวนการทำนมผง เพื่อให้นมผงละลายน้ำได้ สารนี้เหมือนน้ำดีที่อยู่ในตับนั่นเอง
44 )  เมื่อนำของผสมที่ประกอบด้วยสาร A, B และ C มาแยก โดยใช้โครมาโทกราฟีกระดาษและตัวทำละลายที่เหมาะสมได้ผลดังนี้





















สาร

ระยะทางที่สารเคลื่อนที่ (cm)

ระยะทางที่ตัวทำละลายเคลื่อนที่ (cm)

A

9

10

B

7

10

C

5

10


สรุปผลได้ดังนี้
ก. สาร A ถูกดูดซับได้ดีที่สุด สาร C ถูกดูดซับได้น้อยที่สุด
ข. สาร B ถูกดูดซับได้ดีปานกลาง สาร C ละลายในตัวทำละลายได้ดีที่สุด
ค. สาร A ถูกดูดซับได้น้อยที่สุด สาร C ถูกดูดซับได้ดีที่สุด
ง. สาร A ละลายในตัวทำละลายได้ดีที่สุด สาร B ละลายในตัวทำละลายได้ปานกลาง
ข้อสรุปใดถูกต้อง
 
ก และ ข
ข และ ค
ค และ ง
ก และ ง
45 )  สาร 3 ชนิด A, B และ C แยกบรรจุในบีกเกอร์ เมื่อนำสารแต่ละชนิดมาทดสอบบางประการได้ผลดังนี้



























สาร

ลักษณะที่มองเห็น

เมื่อกรองผ่านกระดาษกรอง

เมื่อให้ความร้อนกับของเหลว


ที่กรองได้จนระเหยหมด

A


 

มีของแข็งขนาดเล็กมาก กระจายอยู่ในของเหลว

แยกของแข็งได้ และของเหลวที่กรองได้ใส


ไม่มีอะไรเหลืออยู่

B

เป็นของเหลว ขุ่นเล็กน้อย

ของเหลวที่กรองได้ยังคงขุ่นเช่นเดิม

มีของแข็งเหลืออยู่

C

ของเหลวใส สีเหลืองอ่อน

ของเหลวยังคงใส และมีสีเช่นเดิม

ได้ของแข็งสีเหลือง


 


การสรุปชนิดของสารในข้อใดถูกต้อง

































  ข้อ

A

B

C

1.

สารเนื้อเดียว

สารแขวนลอย

สารละลาย

2.

คอลลอยด์

สารละลาย

สารประกอบ

3.

สารเนื้อผสม

สารประกอบ

สารบริสุทธิ์

4.

สารแขวนลอย

คอลลอยด์

สารละลาย

 
1
2
3
4
46 )  นักเรียนคนหนึ่งต้องการแยกสารตัวอย่างซึ่งมีลักษณะเป็นผง ประกอบด้วย กำมะถัน เหล็ก ทราย และเกลือ เขาควรทำอย่างไร ตามลำดับ




































  ข้อ

ขั้นที่ 1

ขั้นที่ 2

ขั้นที่ 3

ขั้นที่ 4

1.

ละลายน้ำแล้วกรอง

ละลายในโทลูอีนแล้วกรอง

ใช้แม่เหล็กดูด

ระเหยสารละลายจากขั้นที่ 1 และ 2

2.

ละลายในกรดแล้วกรอง

ละลายในโทลูอีนแล้วกรอง

ใช้แม่เหล็กดูด

ระเหยสารละลายจากขั้นที่ 1 และ 2

3.

ละลายในโทลูอีนแล้วกรอง

ละลายน้ำแล้วกรอง

ละลายในกรดแล้วกรอง

ระเหยสารละลายจากขั้นที่ 1, 2 และ 3

4.

ละลายน้ำแล้วกรอง

ละลายในกรดแล้วกรอง

ให้ความร้อนแล้วเทสิ่งที่หลอมเหลวออก

ระเหยสารละลายจากขั้นที่ 1 และ 2

 
1
2
3
4
47 )  อิมัลซิฟายเออร์ในระบบต่อไปนี้ ข้อใดไม่ถูกต้อง













 ข้อ

ระบบ

อิมัลซิฟายเออร์

1.


2.


3.


4.

การย่อยอาหารประเภทไขมัน


น้ำนม


น้ำสลัดไข่


น้ำซักผ้าที่มีไขมัน

น้ำดี


เคซีน


น้ำส้มสายชู


สบู่หรือผงซักฟอก

 
1
2
3
4
48 )  พิจารณาสมบัติของสารต่อไปนี้

















สาร

สถานะ

สี

การละลายน้ำ

การละลายใน


CHCl_3

จุดเดือด


°C

A


B

ของเหลว


ของเหลว

ไม่มีสี


เหลือง

ละลายได้น้อย


ละลายได้ดี

ละลายได้ดี


ละลายได้น้อย

75


80


ในสารละลายที่มี A และ B ปนกันอยู่ วิธีใดต่อไปนี้จะแยกสารทั้งสองออกจากกันได้ดีและเหมาะสม
ก. กลั่นลำดับส่วน ข. กลั่นด้วยไอน้ำ ค. สกัดแยกด้วยน้ำ ง. สกัดด้วยคลอโรฟอร์ม
ข้อใดถูกต้อง
 
ก และ ข
ข เท่านั้น
49 )  ของเหลว A, B และ C ผสมกันอยู่ โดยมีสมบัติดังแสดงในตาราง













สาร

จุดเดือด (°C)

การละลายน้ำ

สาร A


สาร B


สาร C

68


78


70

ไม่ละลาย


ละลาย


ละลาย


เราควรแยกสารโดยวิธีใดเพื่อให้แยกได้สมบูรณ์ที่สุด

 
แยกโดยการกลั่นธรรมดา และสกัดด้วยตัวทำละลาย
แยกโดยการกลั่นด้วยไอน้ำ และสกัดด้วยตัวทำละลาย
แยกโดยการกลั่นลำดับส่วน และสกัดด้วยตัวทำละลาย
แยกโดยการกลั่นด้วยไอน้ำ การกลั่นลำดับส่วน และสกัดด้วยตัวทำละลาย
50 )  พิจารณาข้อความเกี่ยวกับการแยกสาร
	ก.  การสกัดเมนทอลออกจากเป๊ปเปอร์มินท์ใช้การกลั่นด้วยไอน้ำเพราะเมนทอลระเหยง่ายและละลายน้ำได้น้อย
ข. การกลั่นลำดับส่วนใช้แยกสารที่มีจุดเดือดใกล้เคียงกันออกจากกันได้
ค. การสกัดน้ำมันพืชจากเมล็ดพืชชนิดต่าง ๆ จะใช้สกัดด้วยตัวทำละลาย เพราะน้ำมันพืชมีจุดเดือดสูง
ง. ถ้าสารที่ผสมกันสามารถละลายน้ำได้เหมือนกันเราจะไม่สามารถแยกสารเหล่านี้ออกจากกันได้โดยการแยกวิธีอื่น ๆ

ข้อใดถูก
 
ก, ข เท่านั้น
ข, ค เท่านั้น
ค, ง
ก, ข และ ค